วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554

bill of exchange

ตั๋วแลกเงิน
         ตั๋วแลกเงิน (Bill of exchange) คือ ตราสารการเงินระยะสั้น ที่บุคคลรายหนึ่งสั่งให้บุคคลอีกรายหนึ่ง จ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ในตั๋วแลกเงินนั้น ให้แก่บุคคลอีกรายหนึ่ง ในวันที่กำหนดบนหน้าตั๋วแลกเงินนั้น ตั๋วแลกเงินสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ในตลาดเงิน (money market) ส่วนใหญ่จะมีธนาคารหรือสถาบันการเงินค้ำประกัน หรือรับรอง หรือรับอาวัล หรือสลักหลังอย่างไม่มีเงื่อนไข ตั๋วเงินชนิดหนึ่งเป็นตราสารแสดงสิทธิในหนี้ มักใช้ในการซื้อขายสินค้าหรือกู้ยืมระยะสั้นจากธนาคาร โดยทั่วไปสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้
การออกตั๋วแลกเงิน
แนวคิด
1. ตั๋วแลกเงินต้องมีรายการได้แก่ (1) คำบอกชื่อว่าเป็นตั๋วแลกเงิน (2) คำสั่งอันปราศจากเงื่อนไขให้จ่ายเงินเป็นจำนวนแน่นอน (3) ชื่อหรือยี่ห้อผู้จ่าย (4) ชื่อหรือยี่ห้อผู้รับเงิน หรือคำจดแจ้งว่าให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ และ (5) ลายมือชื่อผู้สั่งจ่าย หากรายการดังกล่าวขาดตกบกพร่องไป ย่อมไม่สมบูรณ์เป็นตั๋วแลกเงิน
2. วันถึงกำหนดของตั๋วแลกเงินก็คือ วันถึงกำหนดใช้เงินตามตั๋ว ซึ่งแยกได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ (1) ตั๋วแลกเงินที่สั่งให้ใช้เงินเมื่อทวงถามหรือเมื่อได้เห็น (2) ตั๋วแลกเงินที่กำหนดเวลาให้ใช้เงิน
3. ความรับผิดของผู้สั่งจ่ายหรือผู้สลักหลังตั๋วแลกเงินเกิดขึ้นโดยเงื่อนไขว่าผู้ทรงต้องยื่นตั๋วต่อผู้จ่ายก่อน ถ้าผู้จ่ายไม่รับรองหรือไม่จ่ายเงินและผู้ทรงจัดให้ทำคำคัดค้านแล้วผู้สั่งจ่ายหรือผู้สลักหลังจะใช้เงินแก่ผู้ทรง
4. ข้อกำหนดลบล้างหรือจำกัดความรับผิดและข้อกำหนดลดหน้าที่ของผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังตั๋วแลกเงินแยกได้ 2 ประการ ได้แก่ (1) ข้อกำหนดลบล้างหรือจำกัดความรับผิดของผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังที่มีต่อผู้ทรง (2) ข้อกำหนดลดหน้าที่ของผู้ทรงที่มีต่อผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลัง
รายการในตั๋วแลกเงิน
        ตั๋วแลกเงิน หมายถึง หนังสือตราซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า “ผู้สั่งจ่าย” สั่งบุคคลอีกคนหนึ่งที่เรียกว่า “ผู้จ่าย” ให้ใช้เงินจำนวนหนึ่งแก่บุคคลคนหนึ่ง หรือให้ใช้ตามคำสั่งของบุคคลคนหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “ผู้รับเงิน” ตั๋วแลกเงินจึงเป็นคำสั่งให้จ่ายเงินนั่นเอง
อนุมาตรา (1) คำบอกชื่อว่าเป็นตั๋วแลกเงิน
        คำบอกชื่อว่าตั๋วแลกเงินมีความหมายสำคัญเพื่อให้บุคคลที่เกี่ยวข้องรู้เห็นทราบได้ทันทีว่าตราสารนั้นเป็นตราสารพิเศษ และเนื่องจากเมื่อตราประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ขึ้น ตั๋วเงินเป็นของใหม่ไม่สู้แพร่หลาย จึงต้องบัญญัติให้ระบุลงไปในตั๋วให้ชัดแจ้งว่าเป็นตั๋วแลกเงิน ประกอบกับ Uniform Law (1930) ซึ่งเราอาศัยเป็นหลักในการร่างกฎหมายลักษณะตั๋วเงิน
        สำหรับตั๋วแลกเงินมาจากต่างประเทศ อาจไม่มีคำว่า ตั๋วแลกเงิน (Bill of Exchange) เพราะบางประเทศ กฎหมายของเขาไม่บังคับให้ต้องระบุดังในมาตรา 909 (1) อย่างไรก็ดี คำบอกชื่อว่าตั๋วแลกเงินไม่จำเป็นต้องเขียนที่หัวกระดาษ อาจเป็นข้อความในตั๋วเงินว่า first of exchange ก็ได้
อนุมาตรา (2) คำสั่งอันปราศจากเงื่อนไขให้จ่ายเงินเป็นจำนวนแน่นอน
        รายการนี้เป็นข้อบังคับเด็ดขาด ถ้าขาดไปจะไม่สมบูรณ์เป็นตั๋วแลกเงิน (มาตรา 910) ตามรูปตัวอย่างตั๋วแลกเงินคือ “โปรดจ่ายเงินจำนวนหนึ่งหมื่นบาท” ถ้าไม่กรอกจำนวนเงินเสียเลยหรือกรอกจำนวนเงินมิได้เป็นไปตามที่ผู้สั่งจ่ายขอร้อง ตั๋วแลกเงินนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ อธิบายแยกได้เป็น 3 หัวข้อ คือ
ก. คำสั่ง หมายความว่า เป็นคำบงการหรือคำบอก เพื่อให้ทำหรือให้ปฏิบัติโดยไม่ให้โอกาสเลือกทำหรือเลือกปฏิบัติของผู้รับคำสั่งและมิใช่เพียงแต่คำขอร้องหรือคำอ้อนวอนที่ผู้รับคำขอร้องหรือคำอ้อนวอนจะทำตามหรือไม่ก็ได้ อย่างไรก็ดี “คำสั่ง” ก็ไม่จำต้องเขียนลงไปในตัวแลกเงินตรงๆ ว่า “ข้าพเจ้ามีคำสั่งให้จ่ายเงิน” เพราะอาจใช้ถ้อยคำสุภาพลงไปในคำสั่งนั้นได้ เช่น “โปรดจ่ายเงิน” ซึ่งจะไม่ทำให้ตั๋วแลกเงินฉบับนั้นเสียไปเพราะมีความหมายเป็นข้อความกำหนดให้จ่ายเงินโดยผู้จ่ายไม่มีโอกาสเลือกจ่ายหรือไม่จ่ายตามอัธยาศัยของผู้จ่ายเช่นเดียวกัน
ข. อันปราศจากเงื่อนไข หมายความว่า ลักษณะสำคัญที่สุดของตั๋วแลกเงิน คือ ความแน่นอนที่ตั๋วแลกเงินจะต้องได้รับการจ่ายเงินตามตั๋วนั้น จะมีเงื่อนไขในการคำสั่งให้จ่ายเงิน ตั๋วแลกเงินนั้นย่อมเกิดความไม่แน่นอนขึ้น คำว่าเงื่อนไข หมายความว่า เหตุการณ์อันใดอันหนึ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตและไม่แน่นอน (เทียบมาตรา 182 เติมมาตรา 144) จึงต่างกับเงื่อนเวลา ซึ่งจะต้องมาถึงในอนาคตอย่างแน่นอน ดั้งนั้น ข้อความในคำสั่งให้จ่ายเงินจะเป็นเงื่อนไขหรือไม่ ต้องพิจารณาถึงความแน่นอนหรือไม่แน่นอนของเหตุการณ์ที่กำหนดไว้ในคำสั่งนั่นเอง
ค. ให้จ่ายเงินเป็นจำนวนแน่นอน หมายความว่า คำสั่งในตั๋วแลกเงินต้องเป็นคำสั่งจ่ายเงินถ้าเป็นคำสั่งให้กระทำการอย่างอื่นนอกจากเงินแล้วจะไม่ใช่ตั๋วแลกเงิน แต่ถ้ามีคำสั่งว่าให้จ่ายเงินและสิ่งของอื่นควบไปด้วย คงมีผลเฉพาะคำสั่งให้จ่ายเงินเท่านั้น ส่วนคำสั่งที่ให้จ่ายสินค้าที่ระบุไว้ ย่อมไม่มีผลแก่ตั๋วแลกเงิน (มาตรา 899) และถ้ามีคำสั่งให้ผู้รับตั๋วแลกเงินเลือกเอาว่าจะรับเงินหรือรับสิ่งของอื่นแทน ดังนี้น่าจะทำไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นคำสั่งที่ไม่แน่นอน คำว่า “เงิน” หมายถึง เงินตราที่ชำระหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติเงินตรา ตั๋วแลกเงินโดยมากใช้ในระหว่างประเทศ ดังนั้น จึงสั่งจ่ายเป็นเงินตราต่างประเทศก็ได้ (มาตรา 196) คำว่า “เงินจำนวนแน่นอน” หมายความว่า ต้องเป็นเงินจำนวนที่เที่ยงแท้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงไปทางเพิ่มหรือทางลดลงได้
อนุมาตรา (3) ชื่อหรือยี่ห้อผู้จ่าย
        รายการข้อนี้บังคับเด็ดขาด ถ้าขาดตกบกพร่องให้ถือว่าไม่เป็นตั๋วแลกเงิน (มาตรา 910)
        ผู้จ่าย คือ ผู้รับคำสั่งให้ใช้เงินตามตั๋วแลกเงิน จึงจำเป็นที่ผู้สั่งจ่ายต้องระบุชื่อผู้จ่ายไว้ในตั๋วแลกเงิน ผู้จ่ายอาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ และอาจเป็นบุคคลเดียวหรือหลายคนร่วมกันจ่ายเงินก็ได้ เว้นแต่คำสั่งให้บุคคลหลายคนจ่ายเงินเรียงตามลำดับก่อนหลังโดยไม่ระบุให้รับผิดร่วมกัน หรือคำสั่งให้เลือกผู้จ่ายจากบุคคลหนึ่งบุคคลใดในหลายคนที่ระบุโดยไม่ระบุให้บุคคลเหล่านั้นต้องรับผิดร่วมกันจ่ายเงิน ย่อมทำให้ไม่ทราบตัวผู้จ่ายที่แน่นอนทำให้ตั๋วแลกเงินนั้นเสียไป
        การระบุชื่อจ่าย อาจระบุเพียงตำบลที่อยู่ซึ่งเข้าใจกันก็ได้ การระบุชื่อผู้จ่ายที่ไม่มีตัวตนหรือสมมติขึ้น ก็ไม่ทำให้ตั๋วแลกเงินเสียไป เพราะมีรายการชื่อผู้จ่ายแล้ว และตั๋วแลกเงินไม่มีตัวผู้จ่าย ผู้สั่งจ่ายต้องรับผิดต่อผู้ทรง ส่วนยี่ห้อเป็นชื่อที่บุคคลใช้ในการค้า ไม่เป็นนิติบุคคล การระบุยี่ห้อเป็นผู้จ่ายต้องเข้าใจว่าหมายถึงบุคคลใด ถ้าไม่อาจทราบได้ ก็เท่ากับไม่มีตัวผู้จ่าย ผู้สั่งจ่ายต้องรับผิดต่อผู้ทรง ผู้จ่ายอาจเป็นบุคคลเดียวกันกับผู้สั่งจ่ายตามที่ มาตรา 912 วรรคสอง บัญญัติว่า “ตั๋วแลกเงินจะสั่งจ่ายเอาจากตัวผู้สั่งจ่ายเองก็ได้”
อนุมาตรา (4) วันถึงกำหนดใช้เงิน
วันถึงกำหนดใช้เงิน ย่อมเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ คือ
1. ในวันใดวันหนึ่งที่กำหนดไว้
2. เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้นับแต่วันที่ลงในตั๋วนั้น
3. เมื่อทวงถามหรือเมื่อได้เห็น
4. เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้นับแต่ได้เห็น
        รายการนี้ถ้าไม่ระบุไว้ ไม่ทำให้ตั๋วแลกเงินเสียไป แต่กฎหมายให้ถือว่าพึงใช้เงินเมื่อได้เห็น (มาตรา 910 วรรคสอง)
อนุมาตรา (5) สถานที่ใช้เงิน
        สถานที่ใช้เงินนั้น ตามความคิดธรรมดาที่ระบุไว้ก็เพื่อผู้ทรงจะได้รู้ตำแหน่งแห่งที่ในการที่จะเอาตั๋วไปขึ้นเงิน แต่ในกฎหมายตั๋วเงินนั้น ผู้จ่ายยังมิได้เข้าเป็นคู่สัญญาในตั๋วแลกเงิน สถานที่ใช้เงินจึงมีความสำคัญที่ผู้ทรงจะยื่นตั๋วแลกเงินเพื่อให้ผู้จ่ายรับรองหรือเพื่อเรียกร้องให้ผู้จ่ายใช้เงิน ณ ที่ใดตามที่กำหนดไว้ในตั๋วแลกเงินนั้น ถ้าไม่มีสถานที่ใช้เงินตามที่ระบุผู้ทรงต้องทำการคัดค้านไว้ (ม. 962) จึงจะไม่เสียสิทธิไล่เบี้ย (ม. 973) กรณีที่ไม่ได้แถลงไว้ในตั๋วแลกเงิน มาตรา 910 วรรคสาม “ท่านให้ถือเอาภูมิลำเนาผู้จ่ายเป็นสถานที่ใช้เงิน”
อนุมาตรา (6) ชื่อหรือยี่ห้อผู้รับเงินหรือคำจดแจ้งว่าให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ
        รายการข้อนี้บังคับเด็ดขาด ถ้าขาดตกบกพร่องไปย่อมไม่สมบูรณ์เป็นตั๋วแลกเงิน ความสำคัญของชื่อหรือยี่ห้อผู้รับเงินคือ ทำให้ผู้จ่ายทราบว่าจะจ่ายเงินให้แก่ใคร จะเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาก็ได้ จะเป็นชื่อจริงหรือชื่อสมมุติ หรือตำแหน่งก็ได้ (ถ้าเป็นชื่อสมมุติและไม่มีตัวจริง กฎหมายอังกฤษให้จ่ายแก่ผู้ถือ แต่ของไทยไม่ได้ใช้อย่างนั้น)
อนุมาตรา (7) วันและสถานที่ออกตั๋วเงิน
ก. วันออกตั๋วเงิน หมายความถึงวันที่ระบุในตั๋วเงินนั้นได้ออกเมื่อใด ซึ่งกฎหมายไม่ได้ระบุว่าต้องใช้ “ตามวันแห่งปฏิทิน” ดังนั้นอาจระบุอย่างอื่นได้ เช่น วันเข้าพรรษา ปี 2537 หรือ วันเฉลิมพระชนมพรรษา ปี 2538 เป็นต้น ความสำคัญ คือ
1) แสดงให้รู้กำหนดอายุของตั๋วเงิน ตามชนิดต่าง ๆ เช่น ชนิดใช้เงินเมื่อเห็น หรือ เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้นับแต่ได้เห็นว่า ผู้ทรงต้องนำตั๋วยื่นให้ผู้จ่ายใช้เงินหรือรับรองภายในกำหนด
2) ตั๋วเงินชนิดที่ให้ใช้เงินเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้นับแต่วันที่ลงในตั๋วเงินนั้น วันออกตั๋วเงินมีความสำคัญที่จะต้องระบุไว้ในตั๋วนั้น
3) ต้องใช้ในการคำนวณดอกเบี้ย
- บุคคลที่จะลงวันออกตั๋วเงิน มีได้ 2 คน คือ (1) ผู้สั่งจ่าย (2) ผู้ทรง
1) กรณีผู้สั่งจ่ายเป็นผู้ลงวันออกตั๋วเงิน : ผู้สั่งจ่ายสามารถตั้งใจลงวันให้ผิดความจริงได้ คือ ลงวันย้อนต้น ลงวันถัดไป หรือ ลงวันล่วงหน้า ก็ได้
2) กรณีผู้ทรงเป็นผู้ลงวันออกตั๋วเงิน : ม. 910 วรรคห้า “ถ้ามิได้ลงวันออกตั๋ว ท่านว่าผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายคนหนึ่งคนใดทำการโดยสุจริตจะจดวันตามที่ถูกต้องแท้จริงลงก็ได้” และ มาตรา 932 วรรคแรก “ตั๋วแลกเงินฉบับใดเขียนสั่งให้ใช้เงินในกำหนดระยะเวลาอย่างใดอย่างหนึ่งนับแต่วันที่ลงในตั๋วเงินนั้น แต่หากมิได้ลงวันไว้ ฯลฯ ท่านว่าผู้ทรงจะจดวันออกตั๋ว ฯลฯ ลงตามที่แท้จริงก็ได้ แล้วพึงให้ใช้เงินตามนั้น” หมายความว่า ในกรณีที่ผู้สั่งจ่ายมิได้ลงวันออกตั๋วเงินไว้เลย ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายหรือผู้ทำการแทนผู้ทรงโดยชอบย่อมมีสิทธิที่จะจดวันออกตั๋วได้ แต่ต้องเป็นการจดวันตามที่ถูกต้องแท้จริงและการจดวันนั้นต้องจดโดยสุจริต คือ จดตามวันที่ผู้ทรงเชื่อหรือเข้าใจว่าเป็นวันที่ถูกต้องนั่นเอง
        ถ้าผู้ทรงจดวันลงไปไม่ตรงตามที่เป็นจริง ที่เรียกว่า ลงวันคลาดเคลื่อนหรือลงวันผิดนั้น ไม่ว่าผู้ทรงจะสุจริตหรือไม่สุจริตก็ตาม ถ้าตั๋วเงินนั้นโอนต่อไปยังผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายคนถัดไปแล้ว ก็ต้องบังคับตาม ม. 932 วรรคสอง “อนึ่ง ท่านบัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่ผู้ทรงทำการโดยสุจริตแต่ลงวันคลาดเคลื่อนไปด้วยสำคัญผิดและในกรณีลงวันผิดทุกสถาน หากว่าในภายหลังตั๋วเงินนั้นตกไปยังมือผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ท่านให้คงเป็นตั๋วเงินที่ใช้ได้และพึงใช้เงินกันเหมือนดั่งว่าวันที่ได้จดลงนั้นเป็นวันที่ถูกต้องแท้จริง” ที่กล่าวมาในข้อ 2 นี้เป็นกรณีที่ผู้สั่งจ่ายไม่ได้ลงวันออกตั๋วไว้เลย
ข. สถานที่ออกตั๋วเงิน รายการนี้ไม่บังคับเด็ดขาด ม. 910 วรรคสี่ “ถ้าตั๋วแลกเงินไม่แสดงให้ปรากฏสถานที่ออกตั๋ว ท่านให้ถือว่าตั๋วเงินนั้นได้ออก ณ ภูมิลำเนาของผู้สั่งจ่าย”
        ความสำคัญคือ เพื่อให้รู้ว่าเป็นตั๋วเงินภายในประเทศหรือตั๋วเงินออกมาแต่ต่างประเทศ และให้รู้ที่อยู่ผู้สั่งจ่ายในกรณีตั๋วเงินขาดความเชื่อถือโดยผู้จ่ายไม่รับรองหรือไม่ยอมใช้เงิน ผู้ทรงจะได้หาตัวผู้สั่งจ่ายพบ หรือจะได้ส่งคำบอกกล่าวได้ (ม. 963)
อนุมาตรา (8) ลายมือชื่อผู้สั่งจ่าย
รายการนี้บังคับเด็ดขาด ถ้าขาดย่อมไม่สมบูรณ์เป็นตั๋วแลกเงิน (ม. 910)
ม. 9 “เมื่อมีกิจการอันใดซึ่งกฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือบุคคลผู้จะต้องทำหนังสือไม่จำเป็นต้องเขียนเอง แต่หนังสือนั้นต้องลงลายมือชื่อของบุคคลนั้น”
ม. 900 วรรคสอง “ถ้าลงเพียงแต่เครื่องหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น แกงได หรือลายพิมพ์นิ้วมือ อ้างเอาเป็นลายมือชื่อในตั๋วเงินไซร้ ถึงแม้ว่าจะมีพยานลงชื่อรับรองก็ตาม ท่านว่าหาให้ผลเป็นลงลายมือชื่อในตั๋วเงินไม่”
9.1.2 วันถึงกำหนดของตั๋วแลกเงิน
วันถึงกำหนดของตั๋วแลกเงิน คือ วันถึงกำหนดใช้เงิน
ม. 913 “อันวันถึงกำหนดของตั๋วแลกเงินนั้นท่านว่าย่อมเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวต่อไปนี้ คือ
(1) ในวันใดวันหนึ่งที่กำหนดไว้ หรือ
(2) เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้นับแต่วันที่ลงในตั๋วนั้น หรือ
(3) เมื่อทวงถามหรือเมื่อได้เห็น หรือ
(4) เมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้นับแต่ได้เห็น”แบ่งเป็น 2 ชนิด
ก. ตั๋วแลกเงินที่สั่งให้ใช้เงินเมื่อทวงถามหรือเมื่อได้เห็น (ตาม ม. 913 (3))
- ตั๋วที่ให้ใช้เงินเมื่อเห็น นั้นผู้ทรงต้องยื่นให้ใช้เงินภายในหกเดือน นับแต่วันที่ลงในตั๋วนั้น ม. 944, 928
- ตั๋วที่ให้ใช้เงินเมื่อทวงถาม นั้น ผู้ทรงยื่นตั๋วทวงถามให้ใช้เงินเมื่อใดผู้จ่ายต้องใช้เงินทันที ผู้ทรงเก็บตั๋วไว้ได้นาน อาจจะเป็นสิบปี ตามใดที่ไม่ทวงถาม กำหนดอายุความยังไม่มี อายุความยังไม่เริ่มนับตาม ม. 1001, 1002 นัย ฎ. 404/2515 เว้นแต่เช็ค ม. 990 “ผู้ทรงต้องยื่นเช็คต่อธนาคารเพื่อให้ใช้เงิน คือว่าถ้าเป็นเช็คให้ใช้เงินในเมืองเดียวกันกับที่ออกเช็คต้องยื่นภายในเดือนหนึ่งนับแต่วันออกเช็คนั้น ถ้าเป็นเช็คให้ใช้เงินที่อื่นต้องยื่นภายในสามเดือน ถ้ามิฉะนั้น ท่านว่าผู้ทรงสิ้นสิทธิจะไล่เบี้ยเอาแก่ผู้สลักหลังทั้งปวง ทั้งเสียสิทธิอันมีต่อผู้สั่งจ่ายด้วย เพียงเท่าที่จะเกิดความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ผู้สั่งจ่ายเพราะการที่ละเลยเสียไม่ยื่นเช็คนั้น”
ข. ตั๋วแลกเงินที่มีกำหนดเวลาให้ใช้เงิน (ตาม ม. 913 (1) (2) (4))แบ่งเป็น 3 ชนิด
(1) ตั๋วแลกเงินที่สั่งให้ใช้เงินในวันใดวันหนึ่งที่กำหนดไว้ (ตาม ม. 913 (1)) : ปกติจะกำหนดตามวันแห่งปฏิทิน แต่กฎหมายไม่ได้กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ว่า “ตามวันแห่งปฏิทิน” จึงอาจกำหนดเป็นวันอื่นที่แน่นอนได้
(2) ตั๋วแลกเงินที่สั่งให้ใช้เงินเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้นับแต่วันที่ลงในตั๋วนั้น ตาม ม. 913 (2)
(3) ตั๋วแลกเงินที่สั่งให้ใช้เงินเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้นับแต่ได้เห็น ตาม ม. 913 (4) : ผู้ทรงต้องยื่นตั๋วให้เห็นก่อนจึงจะเริ่มนับวัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก


ตั๋วแลกเงินหรือดร๊าฟท์ (Bill of Exchange)

(ที่เห็น) 90 (90 วันสายตา) เป็นต้นรายละเอียดต่างๆมีดังตารางต่อไปนี้
1 เลขที่ของบัญชีราคาสินค้า (ฉบับที่)2 วันที่ (กรุงเทพฯ ... ... ... ... ....)
3 จำนวนเงินของตั๋ว (แลกเปลี่ยน)4 จำนวนวันที่จะให้จ่ายเงิน (ณ วันที่ ... ... ... ... ... . จ่ายนี้ครั้งแรกของตลาดหลักทรัพย์)
5 จำนวนเงินเป็นตัวอักษร (ผลรวมของ ... ... ... )6 ขึ้นเงินตาม (วาดภายใต้ ... ... ... ... ... ... ... .)
7 สั่งจ่ายเอากับ (เพื่อ ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... ... )
ลิ้นชัก คนลงนามตรวจสอบหรือตั๋วแลกเงิน ในธนาคารปกติ, ลิ้นชักเก็บเป็นผู้ลงนามตรวจสอบเป็นผู้ที่สั่งซื้อธนาคารของเขาหรือเธอจะจ่ายออก กับตั๋วแลกเงินปัญหาลิ้นชักเก็บเงินและคำสั่งบุคคลอื่น (drawee) เพื่อชำระเงินของเงินที่ระบุไว้ในใบเสร็จใช่หรือไม่
Drawee บุคคลหรือ บริษัท ที่ผู้ตั๋วแลกเงินหรือตรวจสอบเป็นที่ เมื่อตรวจสอบ, drawee เป็นธนาคารที่มีการตรวจสอบที่วาด ในกรณีของการเรียกเก็บเงินของการแลกเปลี่ยนที่จะเป็นผู้ซึ่งตกลงที่จะให้ผลรวมของเงินที่ระบุไว้และผู้ที่อยู่ในการลงนามในใบเรียกเก็บเงินจะกลายเป็นตัวรับที่
การเก็บรวบรวมธนาคาร ธนาคารที่ธนาคารส่งเงินส่งแบบร่างและ / หรือเอกสารในการเก็บรวบรวม
ธนาคารส่งเงิน ธนาคารที่ผู้ส่งออกที่อนุมัติเพื่อดำเนินการออกคอลเลกชันในนามของ
ผู้รับเงิน บุคคลที่มีการตรวจสอบหรือตั๋วแลกเงินสั่งจ่ายเป็น
เลตเตอร์ออฟเครดิต ตราสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่ออกโดยธนาคารที่ขอของลูกค้าที่นำเข้า (ผู้สมัคร) โดยธนาคารสัญญาว่าจะจ่ายส่งออก (ผู้รับ) สำหรับสินค้าหรือบริการที่ผู้ส่งออกแสดงเอกสารทั้งหมดที่เรียกว่า, ตรงตามที่ ตามที่ระบุในเลตเตอร์ออฟเครดิตและตรงตามข้อกำหนดอื่น ๆ ทั้งหมดและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิต ยังเรียกว่าเครดิตสารคดี
ตั๋วแลกเงิน
ตราสารคล้ายกับการโพสต์ลงวันที่ตรวจสอบซึ่งจะขายมักที่ส่วนลด คนที่ถือมันมีหลักฐานในการชำระหนี้ การเรียกเก็บเงินที่เป็นคำสั่งอย่างไม่มีเงื่อนไขในการเขียน addressed โดยลิ้นชักเพื่อ drawee ที่ต้อง drawee ที่จะจ่ายผลรวมของเงินเมื่อทวงถามหรือเมื่อเวลาในอนาคตที่ระบุไปยังผู้รับเงิน (ที่อาจจะมีลิ้นชักหรือบุคคลอื่น) หรือไปที่ ผู้ถือ หาก drawee ยอมรับการเรียกเก็บเงินโดยการเขียนเกี่ยวกับมันและการลงนามนั้นเขาจะกลายเป็นตัวรับและดังนั้นจึงต้องระวางโทษเป็นหลักในการจ่ายเงินค่าเมื่อมันกลายเป็นเนื่องจาก หากรับไม่ชำระ, ลิ้นชักหรือผู้ลงนามจะต้องชดเชยผู้ถือ (ผู้ลงนามในตั๋วแลกเงินทุกคนเป็นในลักษณะของลิ้นชักใหม่และต้องรับผิดต่อผู้ถือประสบความสำเร็จทุกคนควรรับและการเริ่มต้นในการชำระเงินลิ้นชัก.) ความหมายอย่างเป็นทางการของการเรียกเก็บเงินจากการแลกเปลี่ยนตามตั๋วเงินของตลาดหลักทรัพย์ 1909 - 1973 คือ :'คำสั่งอย่างไม่มีเงื่อนไขในการเขียน addressed โดยคนคนหนึ่งไปยังอีกบุคคลที่ลงนามโดยให้มันที่ต้องการบุคคลที่จะเป็นที่จะต้องจ่ายกับความต้องการหรือเวลาในอนาคตที่คงที่และวัดได้รวมบางอย่างในเงิน การสั่งซื้อสินค้าของบุคคลที่กำหนดไว้หรือผู้ถือ. ค่าของวันที่แลกเปลี่ยนจากศตวรรษที่สี่และเป็นที่นิยมในศตวรรษที่สิบแปดและสิบเก้าเป็นวิธีการจัดหาเงินขยายการค้าโลก พวกเขาจะใช้กันอย่างแพร่หลายในตลาดเงินที่ออกโดย บริษัท กู้ยืมเงินและซื้อขายผ่านช่วงของการถือจนกว่าพวกเขาจะเป็นผู้ใหญ่ที่จุดที่ผู้ถือจะได้รับมูลค่าจากการรับ ตั๋วแลกเงินธนาคารที่สามารถได้รับการยอมรับหรือธนาคารรับรองหรือสามารถจัดอันดับเป็นค่าใช้จ่ายเชิงพาณิชย์ซึ่งในกรณีที่ไม่มีชื่อธนาคารที่จะปรากฏบนใบเรียกเก็บเงิน ภาคีตั๋วแลกเงินรวมต่อไปนี้ : รับบุคคลผู้ที่ตั๋วแลกเงินเป็นอยู่และผู้ที่ได้รับการเรียกเก็บเงินของการแลกเปลี่ยนที่วาดบนเขา จนกว่าจะมีการเรียกเก็บเงินมีการลงนามและเป็นที่ยอมรับของบุคคลนี้เรียกว่า drawee รับตกลงที่จะจ่ายเงินให้บุคคลที่นำเสนอเกี่ยวกับการเรียกเก็บเงินวันครบกำหนดมูลค่าของการเรียกเก็บเงินที่ รับหนี้จากการที่มีความรับผิดชอบโดยตรงผ่านการเรียกเก็บเงิน; เขาเป็นหลักรับผิดชอบในการจ่ายเงินออกกองทุนในวันที่กำหนด แต่ถ้ารับไม่ชำระ, ลิ้นชักที่มีการชดเชยผู้ถือของการเรียกเก็บเงินหรือผู้ลงนามที่มีการจ่ายเงินออกใด ๆ drawee, บุคคลที่ผู้เรียกเก็บเงินของการแลกเปลี่ยนเป็น addressed, ผู้ที่จะต้องจ่ายผลรวมของเงินที่กําหนด (มูลค่าของการเรียกเก็บเงิน) ณ วันที่ในอนาคตที่ระบุไปยังผู้รับเงินที่มีชื่อในบิลหรือผู้ถือ เมื่อ drawee ยอมรับการเรียกเก็บเงินโดยการเขียนเกี่ยวกับมันและยอมรับมันเขาจะกลายเป็นตัวรับและเป็นหลักความรับผิดที่จะจ่ายออกเมื่อครบกำหนดไถ่ถอนใบเรียกเก็บเงิน ลิ้นชัก, ฝ่ายที่ปัญหาการเรียกเก็บเงิน, ผู้ที่จะทำให้การสั่งซื้อสำหรับการเรียกเก็บเงินให้เป็นที่ยอมรับและได้รับค่าตอบแทน ลิ้นชักสัญญาณการเรียกเก็บเงินเป็นผู้ผลิตและมีภาระผูกพันเกี่ยวกับการเรียกเก็บเงินจนกว่าจะครบกำหนดไถ่ถอนเป็นในกรณีที่เริ่มต้นด้วยการรับที่ลิ้นชักมีภาระผูกพันที่จะจ่ายออกมูลค่าของการเรียกเก็บเงินในวันที่กำหนดให้ผู้ถือ . ผู้ลงนาม, (indorser เขียนบางครั้ง) ของบุคคลที่ลงนามในการเรียกเก็บเงินย้อนกลับในฐานะที่เป็นยืนยันการสั่งซื้อและชื่อเรื่องการเรียกเก็บเงินที่ รายการของลายเซ็น endorsers'ที่ด้านหลังของใบเรียกเก็บเงินที่สร้างห่วงโซ่ของความเป็นเจ้าของการเรียกเก็บเงินที่ ผู้รับเงินบุคคลที่มูลค่าของตั๋วแลกเงินคือการจะชำระ (เช่นเดียวกับการตรวจสอบ) ผู้รับเงินจะปรากฏเป็นผู้ลงนามครั้งแรกเมื่อวันที่ย้อนกลับของการเรียกเก็บเงินและการรับรองนี้จะเริ่มต้นห่วงโซ่ของความเป็นเจ้าของการเรียกเก็บเงินที่ ภาพจะกลายเป็นความซับซ้อนเมื่อมันถูกจำได้ว่าผู้รับเงินในใบเสร็จของการแลกเปลี่ยนที่ยังสามารถเป็นลิ้นชักหรือบุคคลอื่น
                  









ที่มา    http://www.panyathai.or.th



international organazation

                                             คำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับองค์กระหว่างประเทศ

v  JUSE  ย่อมาจาก  Union of Japanese Scientists and Engineers สหภาพนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรญี่ปุ่น
v  ISA  ย่อมาจาก  International Federation of Standardization Association  สมาคมสมาพันธ์ระหว่างประเทศว่าด้วยการเสริมสร้างระบบมาตรฐาน
v  NIST  ย่อมาจาก  National Instutute of Standards and Technology  สถาบันมาตรฐานและและเทคโนโลยีแห่งชาติ(อเมริกา)
v  SQC  ย่อมาจาก  American Society for Quality Control  สมาคมเพื่อการควบคุมคุณภาพแห่งอเมริกา
v  SAARC  ย่อมาจาก (South Asian Association for Regional Cooperation)   สมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคเอเชียใต้
v  SACU  ย่อมาจาก (Southern African Customs Union)   สหภาพศุลกากรแอฟริกาใต้
v  SAFTA    ย่อมาจาก (South Asian Free Trade Area)   เขตการค้าเสรีในเอเชียใต้
v  NAFTA   ย่อมาจาก (North American Free Trade Area)   เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ
v  IATA ย่อมาจาก International Air Transport Association สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ 
v  FTAA    ย่อมาจาก (Free Trade Area of the Americas)   เขตการค้าเสรีแห่งทวีปอเมริกา
v  FTA   ย่อมาจาก ( Free Trade Area )   เขตการค้าเสรี
v  OAU ย่อมาจาก (Organization of African Unity)   องค์การเอกภาพแอฟริกา
v  OECD ย่อมาจาก (Organisation for Economic Cooperation and Development)   องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา
v  OECS ย่อมาจาก (Organization of Eastern Caribbean States)  องค์การรัฐแคริบเบียนตะวันออก
v  OIC  ย่อมาจาก  (Organization of Islamic Conference)   องค์การการประชุมอิสลาม                                                                                                             
                

ที่มา  http://th.wikipedia.org/wiki


Incoterms

article
Incoterms (International Commercial Terms)
คือ เงื่อนไขทางการค้า หรือ ข้อตกลงทางการค้าที่นานาประเทศยอมรับ โดยได้กำหนดถึงความรับผิดชอบของผู้ส่งออกหรือผู้ขาย   และผู้นำเข้าหรือผู้ซื้อ รวมถึงผู้จัดส่ง เช่น เจ้าของเรือ ฯลฯ เอาไว้ด้วย
 
ในการค้าระหว่างประเทศนั้น สิ่งสำคัญที่ต้องรู้ตั้งแต่เริ่มเจรจา จนถึงการเสนอราคาขาย คือ Incoterms ซึ่งมีผลต่อต้นทุน, ความรับผิดชอบในการจัดส่ง, การประกันภัย, และภาษีต่างๆ ที่จะตามมา
 
Incoterms ได้ถือกำเนิดขึ้น ในปี ค.ศ. 1936 โดยหอการค้านานาชาติ (ปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่ ณ กรุงปารีสประเทศฝรั่งเศส) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะจัดให้มีกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศขึ้นมาสำหรับการตีความเงื่อนไขทางการค้า เพื่อหลีกเลี่ยงหรืออย่างน้อยที่สุดลดความไม่แน่นอนของการตีความเงื่อนไขดังกล่าวที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ จนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาษาทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในทั่วทุกมุมโลก
 
กว่า 70 ปีที่ Incoterms ได้ถูกนำมาใช้และได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยเป็นระยะๆ อยู่เรื่อยมา เพื่อให้ทันต่อพัฒนาการด้านการค้าระหว่างประเทศ ที่ได้มีการขยายตัวของเขตเสรีทางศุลกากร (Customs-free Zones) การดำเนินธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) และการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) ซึ่งปัจจุบันรูปแบบของ Incoterms มีทั้งหมด 13 รูปแบบได้แก่
 
  • EXW - Ex Warehouse (ระบุต่อท้ายด้วยสถานที่ของผู้ขาย) 
เช่น Ex Warehouse : Bang-na                               
ผู้ขายรับภาระน้อยที่สุด ผู้ซื้อต้องรับภาระมาขนส่งจากคลังสินค้าของผู้ขายหรือสถานที่ที่ผู้ขายระบุ ใช้ได้กับการขนส่งได้หลายรูปแบบ
  • FCA - Free Carriage (ระบุต่อท้ายด้วยที่อยู่ผู้ขนส่งของผู้ซื้อ ตามที่ผู้ซื้อระบุไว้)
เช่น FCA : นิ่มซี่เส็ง พุทธมณฑล    
ผู้ขายรับภาระนำของไปส่งให้ผู้ขนส่งที่ผู้ซื้อระบุ เป็นการส่งภายในประเทศ ใช้ได้กับการขนส่งได้หลายรูปแบบ
  • FAS – Free Alongside Ship (ระบุต่อท้ายถึงท่าเรือต้นทางที่ให้ส่งของ)
เช่น FAS:Bangkok Port                                    
ผู้ขายต้องนำสินค้าไปส่งมอบไว้ ณ ท่าเรือที่ระบุไว้เท่านั้น หากต้องมีพิธีการส่งออก การขอใบอนุญาตส่งออก ค่าภาษีส่งออก เป็นภาระของผู้ซื้อ และผู้ซื้อต้องจัดหาระวางเรือ และประกันภัยเองด้วย ใช้สำหรับการขนส่งทางทะเลและทางน้ำ
  • FOB – Free On Board (ระบุต่อท้ายถึงท่าเรือต้นทางที่ให้ส่งของ)
เช่น FOB : Bangkok Port                           
เหมือนกับ FAS จะต่างกันตรงที่ผู้ขายรับภาระในเรื่องของใบอนุญาตส่งออก ค่าภาษีส่งออก พิธีการส่งออก ใบรับลงเรือ Clean on Board ให้ผู้ซื้อด้วย แต่ผู้ซื้อยังต้องจัดหาระวางเรือ และประกันภัยเอง ใช้สำหรับการขนส่งทางทะเลและทางน้ำ
  • CFR, C&F – Cost and Freight (ระบุต่อท้ายถึงท่าเรือปลายทาง ของผู้ซื้อ)
เช่น CFR : Ningbo Port                       
ผู้ขายรับภาระจัดการจนกระทั่งสินค้าอยู่บนเรือและรวมค่าขนส่งถึงท่าเรือปลายทาง แต่ไม่รวมถึงค่าประกันภัย และไม่รวมค่าใช้จ่ายในการนำขึ้นจากเรือที่ปลายทาง ใช้สำหรับการขนส่งทางทะเลและทางน้ำ
  • CIF – Cost Insurance and Freight (ระบุต่อท้ายถึงท่าเรือปลายทาง ของผู้ซื้อ)
เช่น CIF : Tokyo Port                   
ผู้ขายมีภาระเหมือน CFR แต่ผู้ขายต้องรวมถึงการจัดทำประกันภัยให้ด้วย โดยผู้ซื้อรับภาระพิธีการนำเข้า ค่าใช้จ่ายนำของขึ้นจากท่าเรือปลายทาง ใช้สำหรับการขนส่งทางทะเลและทางน้ำ
  • CPT – Carriage Paid To (ระบุต่อท้ายด้วยที่อยู่ผู้ขนส่งของผู้ซื้อ ตามที่ผู้ซื้อระบุไว้)
เช่น CPT : นิ่มซี่เส็ง รังสิต           
ผู้ขายหมดภาระเมื่อนำสินค้าส่งมอบให้กับผู้ขนส่งรายแรก ณ สถานที่ที่ผู้ซื้อระบุ ต่างกับ FCA ตรงที่หากต้องมีใบอนุญาตส่งออก ค่าภาษีส่งออก พิธีการส่งออกเป็นภาระของผู้ขาย ใช้ได้กับการขนส่งได้หลายรูปแบบ
  • CIP – Carriage and Insurance Paid To (ระบุต่อท้ายด้วยที่อยู่ผู้ขนส่งของผู้ซื้อ ตามที่ผู้ซื้อระบุไว้), 
เช่น CIP : นิ่มซี่เส็ง รังสิต     
ผู้ขายมีภาระเหมือนกับ CPT และรวมถึงการทำประกันภัยขนส่ง ใช้ได้กับการขนส่งได้หลายรูปแบบ
  • DAF – Delivery at Frontier (ระบุต่อท้ายด้วยชื่อด่านชายแดน ตามที่ผู้ซื้อระบุไว้)
เช่น DAF : Rantou Malaysia         
ผู้ขายมีภาระส่งมอบสินค้า ณ ชายแดนในฝั่งผู้ซื้อ ผู้ซื้อรับมอบสินค้าแล้วผ่านพิธีการนำเข้าประเทศเอง ใช้ได้กับการขนส่งได้หลายรูปแบบ
 
  • DES – Delivery Ex Ship (ระบุต่อท้ายถึงท่าเรือปลายทาง ของผู้ซื้อ)
เช่น DES : Hong Kong Port                          
ผู้ขายรับภาระเหมือน CIF แต่รวมค่าใช้จ่ายในการนำของขึ้นจากเรือ ณ ท่าเรือปลายทางด้วย ใช้สำหรับการขนส่งทางทะเลและทางน้ำ
 
  • DEQ – Delivery Ex Quay (ระบุต่อท้ายถึงท่าเรือปลายทาง ของผู้ซื้อ)
เช่น DEQ : Hong Kong Port                        
ผู้ขายรับภาระเหมือน CIF แต่รวมค่าใช้จ่ายในการนำของขึ้นจากเรือ ณ ท่าเรือปลายทาง และรวมค่าขนส่งจากข้างเรือเข้าถึงบริเวณกองสินค้าชั่วคราว ใช้สำหรับการขนส่งทางทะเลและทางน้ำ
  • DDU – Delivery Duty Unpaid (ระบุต่อท้ายถึงสถานที่ปลายทาง ของผู้ซื้อ)
เช่น DDU : Hong Kong Port                 
ผู้ขายรับภาระเหมือน CIF แต่รวมค่าใช้จ่ายในการนำของขึ้นจากเรือ ณ ท่าเรือปลายทาง รวมค่าขนส่งจากข้างเรือเข้าถึงบริเวณโกดังสินค้า และรวมค่าเก็บรักษาสินค้าในโกดังของท่าเรือด้วย แต่ไม่รวมภาระภาษีนำเข้าและพิธีการนำเข้า ใช้ได้กับการขนส่งได้หลายรูปแบบ
 
  • DDP – Delivery Duty Paid (ระบุต่อท้ายถึงสถานที่ที่ผู้ซื้อกำหนด)
เช่น DDP : 1 Queen Rd., Hong Kong                
ผู้ขายรับภาระมากที่สุด รวมค่าใช้จ่ายและภาษีทั้งหมดจนกว่าจะได้ส่งมอบให้กับผู้ซื้อ ณ จุดที่ได้ระบุไว้ ณ ประเทศปลายทาง ใช้ได้กับการขนส่งได้หลายรูปแบบ
 
Incoterm ทำให้การค้าระหว่างประเทศง่ายขึ้นและช่วยผู้ค้าจากประเทศต่างๆเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น Incoterm 2000 เป็นมาตรฐานความหมายการค้าที่ใช้ในการทำสัญญาซื้อขาย Incoterm ถูกดูแลและคุ้มครองโดยสภาหอการค้านานาชาติ (International Chamber of Commerce) ซึ่งยึดติดกับการค้าสหประชาชาติหลัก
ปัจจุบันมี 13 Incoterm ที่ถูกใช้ สัญญาที่ได้ถูกทำหลังจากวันที่ 1 มกราคม 2000 จะอ้างถึง Incoterm แบบฉบับล่าสุดของ Incoterm ซึ่งถูกบังคับใช้ตั้งแต่วันนั้น ซึ่งการอ้างอิงที่ถูกต้องจะต้องเป็น Incoterm 2000 หากยังไม่ได้มีการตัดสินใจโดยผู้ค้า Incotermแบบฉบับก่อนยังคงถูกอ้างถึงกรณีสัญญาถูกทำก่อนวันที่ 1 มกราคม 2000
Incoterm ปัจจุบันจะถูกบรรายายด้านล่างเรียงตามความรับผิดชอบของผู้ขาย อย่างไรก็ตาม Ex-work, Free on Board, Cost Insurance Freight และ Delivery Duty Paid เป็น Incoterm ที่ถูกใช้เป็นประจำสำหรับจุดมุ่งหมายของ Management Dynamic, Inc.
ในทางปฏิบัติ คู่ค้ามักจะเติมข้อคามใน Incoterm เพื่อเพิ่มความชัดเจนให้มากกว่าที่ term จะสามารถให้ได้ ขอย้ำว่า Incoterm ไม่ได้มีการแนะนำใดๆในส่วนที่เพิ่มเติม

Group E (การออกจากสถานที่)
EXW - ExWorks (.....ระบุชื่อสถานที่): Ex works หมายถึงผู้ขายจะส่งเมือเมื่อผู้ขายวางสินค้า ให้ผู้ซื้อ ณ สถานที่ของผู้ขาย หรือสถานที่ที่ถูกระบุเช่น ที่ทำงาน โรงงาน โกดัง ฯลฯ จะไม่ถูกส่งออกหรือไม่ถูกเคลื่อนย้ายไปยังยานพาหนะ
ดังนั้นเทอมนี้จะแทนเทอมที่ข้อกำหนดกับผู้ขายน้อยที่สุด และผู้ซื้อต้องรับต้นทุนและความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในการนำสินค้าจากสถานที่ของผู้ขาย อย่างไรก็ตามหากคู่ค้าต้องการผู้ขายรับผิดชอบยกสินค้าออกตอนขาออกและรับความเสี่ยงและต้นทุนในการยกสินค้าขึ้นพาหนะ ข้อความควรจะถูกเติมอย่างชัดเจนในสัญญาซื้อขาย

Group F (การขนส่งหลักๆจะไม่ถูกจ่ายโดยผู้ขาย)
FCA - Free Carrier (.....ระบุชื่อสถานที่): Free Carrier หมายถึงผู้ขายส่งสินค้าและทำการส่งออกไปยังผู้ที่เป็นพาหะนำส่งสินค้าที่ได้ถูกแต่งตั้งโดยผู้ซื้อ ณ สถานที่ที่กำหนด ควรจะต้องเน้นว่าสถานที่ที่ถูกเลือกให้ส่งและมีผลกระทบกับข้อกำหนดของการยกสินค้าขึ้นและยกสินค้าลง ณ สถานที่นั้น ถ้าการส่งเกิดขึ้น ณ สถานที่ของผู้ขาย ผู้ขายจะรับผิดชอบในการยกสินค้า ถ้าการส่งได้เกิดขึ้น ณ สถานที่อื่นๆ ผู้ขายจะไม่รับผิดชอบการยกสินค้าลง
เทอมนี้อาจถูกใช้ไม่ว่าจะเป็นวิธีการขนส่งใดๆรวมทั้งการขนส่งที่หลากหลายชนิดรวมกัน
ผู้ที่เป็นพาหะ หมายถึงคนที่อยู่ในสัญญาของการขนส่งซึ่งกระทำหรือซื้อการขนส่งโดยทางรถไฟ ถนน อากาศ ทะเล บนบก ทางเดินน้ำ หรือโดยการรวมกันทั้งหมดของการขนส่ง ถ้าผู้ซื้อแต่งตั้งคนอื่นนอกเหนือจากผู้ที่เป็นพาหะเพื่อที่จะมารับสินค้า ผู้ขายจะถูกกำหนดที่จะส่งสินค้าเมือมันถูกส่งไปยังผู้นั้น
FAS - Free Alongside Ship (....ชื่อท่าเรือของการขนส่ง): Free alongside Ship หมายถึงผู้ขายส่งสินค้าเมื่อสินค้าถูกวางข้าง เรือเดินสมุทรที่ท่าเรือที่ได้ถูกระบุของการขนส่ง นั้นหมายถึงผู้ซื้อจะต้องรับต้นทุนและความเสี่ยงเมื่อสินค้ามีความเสียหาย ณ ขณะนั้น
เทอม FAS จะต้องให้ผู้ขายเคลียร์สินค้าสำหรับการส่งออก อย่างไรก็ตามถ้าคู่ค้าต้องการผู้ซื้อเป็นผู้เคลียร์สินค้าสำหรับการส่งออก ควรจะมีการเพิ่มเติมข้อความในสัญญา ซื้อขายอย่างชัดเจน เทอมนี้สามารถใช้ได้เฉพาะ การขนส่งทางทะเล หรือทางน้ำเท่านั้น
FOB-Free On Board (...ระบุชื่อท่าเรือของการขนส่ง): Free On Board หมายถึงผู้ขายส่ง เมื่อสินค้าผ่านทางเรือ ณ ท่าเรือ ของการขนส่ง นั่นหมายถึง ผู้ซื้อจะต้องรับต้นทุนและความเสี่ยงของความเสียหาย หรือ สูญหายของสินค้าตั้งแต่ ณ จุดนั้น
เทอม FOB ต้องให้ผู้ขายเคลียร์ สินค้าสำหรับการส่งออก ถ้าคู่ค้าไม่ตั้งใจที่จะส่งสินค้าข้ามผ่านทางเรือ ควรจะใช้เทอม FCA เทอมนี้สามารถใช้สำหรับการขนส่งทางทะเล หรือทางน้ำเท่านั้น

Group C (การขนส่งหลักถูกจ่ายโดยผู้ขาย)
CFR- Cost and Freight (...ระบุชื่อ ของจุดหมาย): Cost and Freight หมายถึง ผู้ขายส่งสินค้าผ่านทางเรือ ณ ท่าเรือ ของการขนส่ง ผู้ขายจะต้องจ่ายต้นทุน และค่าขนส่งที่จะทำสินค้าไปยังท่าของจุดหมาย ที่ได้ระบุไว้ แต่ความเสี่ยงต้องการสูญหายหรือสูญเสียของสินค้า และต้นทุนอื่นๆที่เกิดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากเวลาส่งจะ ถูกส่งต่อไปยังผู้ซื้อ
เทอม CFR ต้องการให้ผู้ขายเคลียร์สินค้าสำหรับการส่งออก ถ้าคู่ค้าตั้งใจที่จะไม่ส่งสินค้าผ่านทางเรือ ควรจะใช้เทอม CPT เทอมนี้จะสามารถใช้เฉพาะ การขนส่งทางทะเล หรือทางน้ำเท่านั้น
CIF - Cost, Insurance and Freight (...ระบุชื่อท่าของจุดหมาย) : Cost, Insurance and Freight หมายถึงผู้ขายจะตดจ่ายต้นทุน และค่าขนส่ง ที่จำเป็นในการนำสินค้าไปยังท่าที่ได้ระบุ แต่ความเสี่ยงของการสูญหาย หรือ ความเสียหายของสินค้า และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่างๆ ที่เกิดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากการส่งจะถูกส่งต่อไปยังผู้ซื้อ อย่างไรก็ตามเทอม CIF นี้ ผู้ขายจะต้องซื้อประกันทางน้ำสำหรับความเสี่ยงของการสูญหายหรือสูญเสียระหว่างการขนส่ง ดังนั้นผู้ขายจะต้องทำสัญญา สำหรับการประกันและจ่ายค่าเบี้ยประกันผู้ซื้อควรจะรู้ว่า เทอม CIF ผู้ขายจำเป็นที่จะทำ ประกัน ที่จะ Cover ขั้นต่ำเท่านั้น หากผู้ซื้อต้องการที่จะปกป้องมากขึ้น ผู้ซื้อจำเป็นที่จะต้องตกลงกับผู้ขายหรือหรือทำประกันเพิ่มด้วยตนเอง เทอม CIF ต้องการผู้ขายเคลียร์สินค้า สำหรับการส่งออก ถ้าคู่ค้าไม่ต้องการที่จะส่งสินค้าผ่านทางเรือ ควรจะใช้เทอม CIP
เทอมนี้สามารถใช้ได้เฉพาะการขนส่งทางทะเลหรือทางน้ำเท่านั้น

CPT -Carriage Paid to (...ระบุสถานที่ของจุดหมายปลายทาง) : Carriage Paid to หมายถึง ผู้ขายส่งสินค้าไปยัง พาหะ ที่ได้ถูกแต่งตั้งโดยผู้ขาย แต่ผู้ขายจะตัดจ่ายจ่ายต้นทุนที่เพิ่มเติมของการขนส่งที่จำเป็นในการนำสินค้าไปยังจุดหมายที่ระบุ นั่นหมายความว่า ผู้ซื้อจะรับความเสี่ยงและต้นทุนอื่นๆที่เกิดขึ้นหลังจากสินค้าได้ส่งถึง
พาหะ หมายถึงคนที่อยู่ในสัญญาของการขนส่ง เพื่อที่จะทำการจัดซื้อให้การขนส่งเกิดขึ้น โดยทางรถไฟ ถนน อากาศ ทะเล หรือ ทางเดินน้ำ หรือหลายชนิดรวมกัน ถ้ามีการการใช้พาหะ คนถัดไปสำหรับการขนส่งไปยังจุดหมายที่ตกลงกันไว้ ความเสี่ยงส่งผ่านเมื่อสินค้าถูกส่งไปยังพาหะ คนแรก เทอม CPT ต้องการผู้ขายทำการเคลียร์สินค้าสำหรับการส่งออก เทอมนี้สามารถใช้ได้ สำหรับการขนส่งทุกชนิด รวมทั้งการขนส่งหลายชนิดรวมกัน
CIP - Carriage and Insurance Paid to (...ระบุสถานที่ของจุดหมายปลายทาง ) : Carriage and Insurance Paid to “ หมายถึง ผู้ขายส่งสินค้าไปยังพาหะที่ได้ถูกเลือกโดยผู้ขาย แต่ผู้ขายจะต้องจ่ายต้นทุนเพิ่มเติม ของการขนส่งที่จำเป็นในกานำสินค้าไปยังจุดหมายที่ได้ถูกระบุไว้ นั้นหมายถึงผู้ซื้อรับความเสี่ยงทั้งหมด และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นหลังจากสินค้าถูกส่ง อย่างไรก็ตาม ในเทอม CIP ผู้ขายก็จะต้องซื้อประกันสำหรับความเสี่ยงของการสูญเสียหรือความเสียหายของสินค้าของผู้ซื้อในระหว่างการขนส่ง ดังนั้นผู้ขายต้องทำสัญญาสำหรับประกันและจ่ายเบี้ยประกัน ผู้ซื้อควรจะรู้ว่าเทอม CIP นี้ผู้ขายจะต้องมีประกันที่รวมถึงการประกันขั้นต่ำเท่านั้น ถ้าผู้ซื้อต้องการที่จะปกป้องสินค้ามากขึ้น เขาจะต้องตกลงและบอกกับผู้ขายหรือจ่ายค่าประกันเพิ่มเติม
พาหะ หมายถึงคนที่อยู่ในสัญญาของการขนส่ง เพื่อที่จะทำการจัดซื้อให้การขนส่งเกิดขึ้น โดยทางรถไฟ ถนน อากาศ ทะเล หรือ ทางเดินน้ำ หรือหลายชนิดรวมกัน ถ้ามีการการใช้พาหะ คนถัดไปสำหรับการขนส่งไปยังจุดหมายที่ตกลงกันไว้ ความเสี่ยงส่งผ่านเมื่อสินค้าถูกส่งไปยังพาหะ คนแรก เทอม CIP ต้องการผู้ขายทำการเคลียร์สินค้าสำหรับการส่งออก เทอมนี้สามารถใช้ได้ สำหรับการขนส่งทุกชนิด รวมทั้งการขนส่งหลายชนิดรวมกัน

https://content.managementdynamics.com

Context Clues (การเดาความหมายจากบริบท)

context = ปริบทหรือบริบท , clue = ตัวชี้แนะ
อุปสรรคที่มักพบบ่อยๆ ในการอ่านภาษาอังกฤษก็คือ การไม่รู้ความหมายของคำศัพท์ ทำให้ไม่สามารถเข้าใจข้อความที่อ่าน ไม่สามารถตีความโจทย์ข้อสอบได้ อ่านไม่เข้าใจ ทำข้อสอบได้ไม่ดี วิธีที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ก็คือ ต้องรู้ความหมายศัพท์และสามารถนำไปใช้ได้ แต่การรู้ความหมายศัพท์โดยไม่ต้องเปิดพจนานุกรม (Dictionary) นั้น ทำได้อย่างไร คำตอบก็คือ นักเรียนมีความจำเป็นที่จะต้องเดาความหมายนั้นจากบริบท (Context) ซึ่งหมายถึง ข้อความ หรือศัพท์หลายๆ คำซึ่งแวดล้อมคำศัพท์ตัวที่เราไม่รู้ความหมาย แล้วทำให้เดาความหมายของศัพท์ที่ไม่รู้ได้ บริบทเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเข้าใจคำศัพท์ เป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพราะ ความหมายของคำ คำใดคำหนึ่งนั้นจะต้องขึ้นอยู่กับคำอื่นๆ ซึ่งอยู่ข้างเคียงด้วย เช่น คำว่า "about" We know about that. (about = concerning) แต่ถ้า It is about six o'clock. (about = close to) เป็นต้น

ผู้อ่านสามารถตีความหมายได้โดยอาศัยสิ่งแนะที่อยู่ในปริบท (Context Clues) สิ่งชี้แนะหรือตัวสัญญาณ (Clues / signal words) สามารถช่วยชี้แนะความหมายของคำศัพท์ที่ไม่คุ้นเคยให้กับผู้อ่านได้อย่างถูกต้องตรงตามปริบท สิ่งชี้แนะหรือตัวสัญญาณที่สำคัญได้แก่ 

1. Definition type (การให้คำนิยาม)
2. Restatement type (การกล่าวซ้ำ)
3. Example type (การยกตัวอย่าง)
4. Comparison or Contrast type (การเปรียบเทียบ หรือ บอกความแตกต่าง)
5. Cause and Effect relationship type (การใช้ความสัมพันธ์ในเรื่องเหตุและผล)
6. Explanation type (การอธิบาย)
7. Modifier type (การใช้ตัวขยาย)
8. Subjective type (การใช้เนื้อเรื่อง)
9. Familiar type (การใช้คำที่คุ้นเคยที่มีความหมายใกล้เคียง)
                                                   
ตัวชี้แนะ หรือคำสัญญาณ ได้แก่or( หรือ ), that is(นั่นคือ), that is to say / i.e. (นั่นคือ), in other word(กล่าวอีกนัยนึงคือ), to put in another way (กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ)
หมายเหตุ --- i.e. เป็นภาษาละติน มาจาก id est แปลว่า that is to say
เครื่องหมายวรรคตอน
, ............................. เครื่องหมาย comma
,.............................., เครื่องหมาย commas
- เครื่องหมาย dash
- .............................. - เครื่องหมาย dashes
(.............................) เครื่องหมายวงเล็บหรือ parentheses
ตัวอย่าง
- You can take an escalator , or a moving staircases, to go down to the platform.
อธิบาย escalator เป็นศัพท์ไม่คุ้นเคย
or เป็นคำชี้แนะ หรือคำสัญญาณ
a moving staircases เป็นความหมายของคำว่า escalator
ดังนั้น escalator ก็คือ บันใดเลื่อน
- These two circles are concentric. In other words, they have the same center.
อธิบาย concentric เป็นศัพท์ไม่คุ้นเคย
in other words เป็นคำสัญญาณ หรือตัวชี้แนะ
having the same center เป็นความหมายของคำว่า concentric
ดังนั้น concentric ก็คือ จุดศูนย์กลางร่วม
- I spotted a horde - or mass - of birds flying south across the inlet.
อธิบาย horde เป็นศัพท์ที่ไม่คุ้นเคย
- ................- เป็นเครื่องหมายวรรคตอนชี้แสดงความหมายของศัพท์ไม่คุ้นเคย
mass เป็นความหมายของคำว่า horde
ดังนั้น horde ก็คือ จำนวนมหาศาล
- The club members' warmth and friendliness created a comforting ambience (atmosphere) which I accepted eagerly.
อธิบาย ambience เป็นศัพท์ที่ไม่คุ้นเคย
(..................) เป็นเครื่องหมายวรรคตอนชี้แสดงความหมายศัพท์ไว้ในวงเล็บ
atmosphere เป็นความหมายของคำว่า ambience
ดังนั้น ambience ก็คือ บรรยากาศ
ลองดูแบบฝึกหัดนี้
1. The ocean's salinity , or salt content , varies from place to place.
Signal words : ..... or.....................
Salinity means ......salt content.................
2. There was a dangerous crack in the gantry ; that is, in the framework on which the crane is carried.
Signal words : ..............that is...........
The gantry is a ..............in the framework on which the crane.......
3. Most specially minted gold coins have an intrinsic , or basic , value far exceeding their face value.
Signal words : ...or.................
Intrinsic means means ......basic......
                                  
สิ่งชี้แนะหรือตัวสัญญาณที่สำคัญได้แก่1. Definition type (การให้คำนิยาม)
2. Restatement type (การกล่าวซ้ำ)
3. Example type (การยกตัวอย่าง)
4. Comparison or Contrast type (การเปรียบเทียบ หรือ บอกความแตกต่าง)
5. Cause and Effect relationship type (การใช้ความสัมพันธ์ในเรื่องเหตุและผล)
6. Explanation type (การอธิบาย)
7. Modifier type (การใช้ตัวขยาย)
8. Subjective type (การใช้เนื้อเรื่อง)
9. Familiar type (การใช้คำที่คุ้นเคยที่มีความหมายใกล้เคียง)
Definition type
แหล่งที่มา: learners.in.th